วันอาทิตย์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2560

การปรับรูปหน้าให้เรียวหรือV-shape face

การปรับรูปหน้าเรียว v-shape face


เนื่องจากเทรนด์ความงามยุคนี้เป็นแฟชั่นของเกาหลีซึ่งนิยมหน้าเรียวหรือ V-shape face หมอได้มีคนมาปรึกษาเรื่องหน้าเรียวเป็นจำนวนมากจึงอยากนำเรื่องนี้มาเขียนให้ความรู้กันค่ะ

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาหน้าใหญ่หรือหน้าบานที่ไม่ใช่หน้าบวมน้ำว่ามีได้หลายสาเหตุซึ่งการปรับรูปหน้าเพื่อแก้ไขก็จะแตกต่างกันไปตามสาเหตุค่ะ

ลักษณะหน้าเรียวตามสไตล์เกาหลี vshape face


สาเหตุของหน้าใหญ่หรือหน้าบาน

1. โครงสร้างบริเวณกระดูกและฟันของใบหน้าและขากรรไกร
2. ไขมันสะสมจากความอ้วน  หรือลักษณะใบหน้าของแต่ละคน
3. กล้ามเนื้อบริเวณกรามมีขนาดใหญ่  เนื่องจากชอบรับประทานอาหารเหนียวหรือแข็ง เช่น ชอบเคี้ยวหมากฝรั่ง  หรือรับประทานข้าวเหนียว เนื้อเหนียวๆจึงต้องใช้งานกล้ามเนื้อบริเวณกรามที่มีหน้าที่บดเคี้ยวบ่อย ซึ่งเปรียบได้กับการเล่นกล้ามยกน้ำหนักที่ทำให้กล้ามเนื้อนั้นโตขึ้น
4.ความหย่อนคล้อยของแก้มด้านข้าง ทำให้รูปหน้าไม่เรียวกระชับ 


การแก้ไขปรับรูปหน้าให้ดูเรียวหรือ V-shape face


การใช้การแต่งหน้าหรือปรับแต่งทรงผมอาจช่วยให้ดูหน้าเรียวขึ้นได้บ้าง  ในคนที่หน้าใหญ่จากอ้วนหรือไขมันบริเวณใบหน้าควรควบคุมเรื่องอาหารและออกกำลังเพื่อลดน้ำหนักหรือในทางผ่าตัดจะใช้วิธีดูดไขมัน  การนวดหน้าด้วยครีมอาจช่วยในแง่ของการบริหารกล้ามเนื้อทำให้หน้าดูกระชับขึ้นได้บ้างแต่บ่อยครั้งมีการโฆษณาที่เกินจริง   ในคนที่มีโครงสร้างของฟันหรือกระดูกใบหน้าที่ทำให้หน้าใหญ่สามารถแก้ไขโดยการจัดฟันและการผ่าตัดทุบเหลากระดูกหรือเสริมคางตามลำดับ  ในการผ่าตัดมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงได้สูงถ้าแพทย์ไม่มีความชำนาญ

ในด้านการปรับรูปหน้าให้เรียวหรือ V-shape faceโดยไม่ผ่าตัดโดยแพทย์สามารถทำได้ดังนี้  คือ

1. การแก้ไขรูปหน้าบานจากกระดูกและฟันในกรณีที่ยังไม่สะดวกผ่าตัดหรือจัดฟัน  ในบางครั้งเราสามารถใช้ฟิลเลอร์ปรับเติมแต่งให้หน้าดูเรียวได้ ซึ่งควรทำโดยแพทย์ผู้ชำนาญ
2.ลดไขมันบริเวณใบหน้า โดยใช้เลเซอร์  หรือฉีดสารเพื่อช่วยสลายไขมัน ซึ่งการฉีดสารเพื่อช่วยสลายไขมันยังเป็นที่ถกเถียงกันทางการแพทย์
3.ในกรณีที่มีกล้ามเนื้อบริเวณกรามใหญ่  จะใช้การฉีดโบทอกซ์เพื่อให้กล้ามเนื้อทำงานน้อยลง  เปรียบเสมือนการใส่เฝือกเคมี  หลักการคือเมื่อกล้ามเนื้อมีการทำงานน้อยลงก็จะทำให้ขนาดเล็กลง นึกถึงคนหกล้มขาหักแล้วใส่เฝือก  พอถอดเฝือกออกขาจะดูเล็กลงค่ะ
4. การแก้ไขหน้าบานจากความหย่อนคล้อย  สามารถทำได้ด้วยเลเซอร์  ร้อยไหม โบทอกซ์ และฟิลเลอร์ สำหรับการร้อยไหมยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่

ในบางคนมีหลายปัญหาร่วมกัน  อาจต้องใช้การรักษามากกว่าหนึ่งวิธี  ควรได้รับการปรึกษาจากแพทย์ที่มีความชำนาญและมีจริยธรรมเพื่อการวินืจฉัยที่ถูกต้องและการรักษาที่เหมาะสมตามงบประมาณที่มี

ปัญหาที่พบบ่อยคือหลายคนเข้ามาปรึกษาว่าได้ทำการปรับรูปหน้าตามpackageที่ซื้อตามโปรโมชั่นจากคลินิกบางแห่งแล้วไม่เห็นผลหรือเกิดผลข้างเคียงขึ้นเนื่องมาจากการตัดสินใจซื้อตามโฆษณาและราคาโดยไม่ได้รับการวินิจฉัยถึงสาเหตุที่แท้จริงเพื่อเลือกการรักษาที่เหมาะสม  รวมทั้งเครื่องมือ  สารที่ใช้  ตลอดจนความชำนาญของแพทย์มีผลต่อการรักษาเพื่อความสวยที่ปลอดภัย     ราคายิ่งถูกมีโอกาสยิ่งสูงที่จะเจอเครื่องมือหรือสารที่ใช้ไม่ปลอดภัย  ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นมีทั้งเจอในระยะสั้นและในบางครั้งอาจเจอในระยะยาวซึ่งยังไม่เห็นในทันที   ดังนั้นเพื่อความสวยที่ปลอดภัยจึงควรเลือกสถานบริการที่มีความเชื่อถือได้ตลอดจนแพทย์ที่มีความชำนาญเพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้องและผลการรักษาที่ดีมากกว่าตัดสินใจด้วยราคาหรือโปรโมชั่น

www.dr1wellness.blogspot.com
ติดตามบทความได้ทางช่องทางอื่นทาง
www.facebook.com/dr1chuleekorn
IG @dr1chuleekorn
line ID @nom4090p

วันพุธที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2560

หมอไม่ได้เกเรจ้า แอบหนีไปเพิ่มเติมความรู้เรื่องโบทอกซ์ ฟิลเลอร์เพื่อความสวยที่ปลอดภัย

#หมอไม่ได้เกเรจ้า
ช่วงนี้มีเข้าร่วมงานประชุมวิชาการบ่อยๆ หมอเลยยังไม่ค่อยว่างเขียนบทความ รอหน่อยนะคะ ^_^

วันจันทร์เข้าร่วมประชุมวิชาการเรื่อง body shaping with botulinum toxin

การปรับรูปร่างด้วยโบทอกซ์

botox body contouring


วันนี้เข้าร่วมประชุมวิชาการเรื่อง butterfly technique filler injection

การฉีดฟิลเลอร์เทคนิค butterfly
ไว้ว่างๆจะมาเขียนเล่าให้ฟังนะคะ

#เพราะการเรียนรู้ไม่สิ้นสุด หมอจึงต้องเรียนรู้ตลอดเพื่อให้มีความรู้เพื่องานที่มีคุณภาพและปลอดภัย

#สวยปลอดภัย #botox #filler


ติดตามบทความได้ทางช่องทางอื่น
http://www.facebook.com/dr1chuleekorn
IG @dr1chuleekorn
line ID @nom4090p

วันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2560

ปานแดงกับการรักษาโดยใช้เลเซอร์

เมื่อวานนี้เป็นวันอาทิตย์เป็นวันหยุดพักผ่อนของหลายท่าน ส่วนหมอได้มีโอกาสไปฟังประชุมวิชาการเรื่องเลเซอร์  ในงานประชุมมีพูดถึงเรื่องการรักษาเรื่องปานแดงโดยใช้เลเซอร์เลยนำมาเล่าสู่กันฟังค่ะ



 ปานแดง

     เกิดจากหลอดเลือดใต้ผิวรวมตัวเป็นกลุ่มเนื้องอก มีสีแดงหรือสีแดงคล้ำขึ้นกับระดับความลึก มีได้ทั้งชนิดราบ และชนิดนูน อาจพบแต่ที่ผิวหนังตำแหน่งเดียว หรือหลายตำแหน่ง ในบางครั้งเมื่ออายุมากขึ้นเนื้องอกอาจยุบหายไปได้เอง แต่ในบางกรณีไม่ยุบหรือมีส่วนหลงเหลือนอกจากนี้อาจมีพบร่วมกับเนื้องอกของหลอดเลือดในอวัยวะภายในได้


ปานแดงกับการรักษาด้วยเลเซอร์



ลักษณะปานแดงที่ต้องระวัง
  • ปานแดงที่เกิดบริเวณใบหน้า ที่มีขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร ซึ่งอาจพบร่วมกับความผิดปกติของโรคเส้นเลือดในสมองได้
  • ปานแดงที่เกิดบริเวณหนังตา ที่อาจบดบังการมองเห็น หรือทำให้เกิดการมองเห็นที่ผิดปกติ
  • ปานแดงที่เกิดบริเวณกรามล่าง ที่อาจทำให้เกิดปัญหาในการหายใจ
  • ปานแดงที่เกิดบริเวณหลัง และทวารหนัก ที่อาจสัมพันธ์กับความผิดปกติของระบบปัสสาวะ

การรักษาปานแดงด้วยเลเซอร์
    อายุที่ควรเข้ารับการรักษาปานแดง พิจารณาจาก ขนาด และตำแหน่งของรอยโรค ร่วมกับผลกระทบทางด้านจิตใจ  
    การรักษาปานแดงด้วยเลเซอร์ต้องทำหลายครั้ง และเลเซอร์ที่ใช้รักษาจะเป็นเลเซอร์ที่จำเพาะเจาะจงในการกำจัดเส้นเลือด ซึ่งที่นิยมใช้กัน คือ pulsed dye laser(V beam)ความยาวคลื่น 595 nm 
    อย่างไรก็ดียังมีปานแดงที่ค่อนข้างลึกมากๆ ตอบสนองกับการรักษาด้วยpulsed dye laser(V beam)ความยาวคลื่น 595 nm เดียวยังไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร  จึงมีการศึกษาวิจัยโดยใช้เลเซอร์ความยาวคลื่น 1064 nm(Ndyag) ที่ออกแบบให้เหมาะสมกับการยิงเนื้องอกของเส้นเลือดขนาดใหญ่โดยออกมาพร้อมกันกับpulsed dye laser(V beam)ความยาวคลื่น 595 nmในการยิง 1 shot

    เล่าสู่กันฟังเรื่องเทคโนโลยีเลเซอร์ค่ะ อย่างไรก็ดีการรักษาปานแดงเพื่อความสวยที่ปลอดภัยควรได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งในแต่ละบุคคลอาจใช้การรักษาที่เหมาะสมแตกต่างกันไปค่ะ




ติดตามบทความได้ทางช่องทางอื่น
http://www.facebook.com/dr1chuleekorn
IG @dr1chuleekorn
line ID @nom4090p
     

วันอาทิตย์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2560

มะม่วงน้ำปลาหวาน สมดุลชีวิต หยุดเพื่อก้าวต่อ

มะม่วงน้ำปลาหวาน สมดุลหยินหยาง สมดุลชีวิต หยุดเพื่อก้าวต่อ สุขภาพดีมีสุข




มะม่วงน้ำปลาหวาน กับวันหยุดที่เรียบง่าย
#ไม่ต้องดูดี #ไม่ต้องหรู

ในสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความรีบเร่ง รวมทั้งแต่ละคนมีภาระหน้าที่ทางการงาน การเงิน ครอบครัว หน้าที่ต่อสังคม และการปรับตัวเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีเข้ามาทำให้มีความเจริญและความสะดวกสบายในด้านต่างๆมากมาย แต่ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดการแข่งขันและการเปรียบเทียบมากขึ้น ทำให้คนเราในปัจจุบันเกิดความเครียด ซึ่งส่งผลต่อระบบฮอร์โมนและระบบประสาทอัตโนมัติทำให้เกิดอาการทางกายและโรคต่างๆตามมามากมาย

ทางการแพทย์แผนจีน กล่าวถึงสมดุลหยินหยาง หยาง คือ พลัง การเคลื่อนไหว ส่วนหยิน คือ การนิ่ง การหยุด ความสงบ ความสมดุลหยินหยางทำให้เรามีสมดุลกายใจและมีสุขภาพดีมีสุข ในภาวะสังคมปัจจุบันด้วยความรีบเร่งแข่งขัน ทำให้เกิดภาวะหยินพร่อง ซึ่งหยินหยางมีความสัมพันธ์กัน เมื่อหยินพร่องนานๆก็จะกระทบหยางเกิดหยางพร่องตามมา ดังนั้นการรีบเร่งแข่งขันในระยะยาวอาจเกิดภาวะหยางพร่อง คือ ล้าและหมดแรงตามมา

ทางพุทธศาสนา กล่าวถึง การปฏิบัติธรรม ให้อยู่กับลมหายใจตามหลักอานาปานสติ และ การเดินจงกรม ตลอดจนการปฏิบัติธรรมตามแนวของหลวงพ่อเทียนซึ่งจะมีการเคลื่อนไหวมือในท่าต่างๆ
ซึ่งเป็นอุบายที่ท่านสอนให้เราสงบลงไม่ฟุ้งไปกับความคิด ไม่ต่อต้านความคิด ในจังหวะ "หยุด" หรือเมื่อใจเราสงบลงเราจะสังเกตกายใจของเราได้ชัดเจนขึ้น เมื่อทำไปเรื่อยๆโดยไม่คาดหวังอะไร เราจะสามารถพบทางที่แก้ปัญหาของตัวเราเองได้

ดังนั้นการ"หยุด"จึงมีความสำคัญไม่แพ้การพัฒนาและการเรียนรู้เพื่อก้าวต่อ

#หยุดเพื่อก้าวต่อ #ชีวิตเรียบง่าย #สุขภาพดีมีสุข#ทางสายกลาง

ขอตัวไปหม่ำ #มะม่วงน้ำปลาหวาน ซึ่งมีรสเปรี้ยวและหวานปรับสมดุลธาตุก่อนนะคะ ^_^

ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพดีมีสุขค่ะ
www.dr1wellness.blogspot.com
ติดตามบทความได้ทางช่องทางอื่น
http://www.facebook.com/dr1chuleekorn
IG @dr1chuleekorn
line ID @nom4090p


วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ฺBotox ต่างจาก Filler อย่างไร

สวยปลอดภัย botox ต่างจาก filler อย่างไร


โบทอกซ์(Botox) และ ฟิลเลอร์(Filler) ในการลดริ้วรอย กระชับและปรับรูปหน้าต่างกันอย่างไร












โบทอกซ์(Botox)คือชื่อทางการค้าของ Botulinum Toxin Type A ซึ่งผลิตโดยบริษัท Allergan ประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันมี Botulinum Toxin Type A จากประเทศอื่น ในชื่อยี่ห้อหรือชื่อทางการค้าอื่นด้วย การฉีดโบท็อกซ์(Botox)นั้นเราฉีดเพื่อ "ลด" การหดเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ ทำให้ลดริ้วรอยจากการแสดงอารมณ์ได้ เช่น ลดริ้วรอยหางตาหรือรอยตีนกาในคนยิ้มเก่ง ลดริ้วรอยที่เกิดจากการขมวดคิ้ว และลดริ้วรอยบริเวณหน้าผากที่เกิดจากการเลิกคิ้วมองขึ้น นอกจากนี้เรายังสามารถใช้โบทอกซ์ (Botox )ในการลดริ้วรอยบริเวณลำคอและปรับรูปหน้าตลอดจนยกกระชับหน้าโดยลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อที่พาดบริเวณขอบหน้ามาลำคอ การใช้โบทอกซ์(Botox)ฉีดเพื่อลดขนาดของกล้ามเนื้อบริเวณกรามสามารถปรับรูปหน้าให้เรียวขึ้น

ฟิลเลอร์(Filler) คือ สารเติมเต็มที่ใช้สำหรับฉีดเพื่อ "เพิ่ม"หรือเสริมในชั้นผิวหนังหรือใต้ผิวหนังเพื่อเติมผิวบริเวณร่องลึกให้ตื้นขึ้นหรือเพิ่มในส่วนที่ขาดหายไป  เช่น เติมริมฝีปาก ร่องแก้ม เสริมคาง และในบางรายที่เมื่อเริ่มมีอายุมากขึ้นทำให้แก้มดูตอบลงก็สามารถใช้ฟิลเลอร์( Filler)ในการแก้ปัญหาแก้มตอบได้ ยังมีการนำฟิลเลอร์(Filler)มาใช้ในการบำรุงผิวให้กลับมากระชับเปล่งปลั่ง ในบริเวณใบหน้า ลำคอ หลังมือ รวมทั้งบริเวณผิวหน้าอก 

ปัจจุบันมีเทคนิคใหม่ๆที่สามารถฉีดฟิลเลอร์(Filler)เพื่อยกกระชับหน้าและปรับรูปหน้าให้เรียวขึ้นอย่างดูเป็นธรรมชาติ  การใช้เข็มปลายทู่(blunt canula)ทำให้การฉีดมีความปลอดภัยสูง เจ็บน้อยหรือแทบไม่เจ็บ โอกาสช้ำน้อยหรือไม่ช้ำเลยโดยขึ้นกับความชำนาญ เทคนิคและความละเอียดระมัดระวังของแพทย์

การฉีดโบทอกซ์(Botox)และฟิลเลอร์(Filler)ก็เหมือนหัตถการทางการแพทย์อื่นๆที่ต้องอาศัยแพทย์ที่มีความชำนาญและเลือกใช้สารที่ปลอดภัยมากกว่าการดูจากราคาและโปรโมชั่น เพื่อผลการรักษาในการได้ความสวยงามที่ปลอดภัย



ติดตามบทความได้ทางช่องทางอื่น
http://www.facebook.com/dr1chuleekorn
IG @dr1chuleekorn
line ID @nom4090p

หวัด ไม่ดีครับ

หวัด การป้องกัน อาหารเป็นยา การแพทย์ผสมผสาน สุขภาพดีมีสุข



วันนี้หมอจะมาคุยเรื่องหวัดในสไตล์การแพทย์ผสมผสานให้ฟังนะคะ

หวัด เป็น โรคที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากเชื้อไวรัส เมื่อร่างกายได้รับเชื้อไวรัสก่อโรค ร่วมกับสภาวะที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง เช่น เครียด พักผ่อนไม่เพียงพอก็จะเกิดโรคหวัดขึ้น 

หมอขอแบ่งโรคหวัดง่ายๆออกเป็น
1.โรคหวัดธรรมดา ก็จะมีอาการที่ทางเดินหายใจส่วนบน ได้แก่ น้ำมูกไหล คัดจมูก จาม ไอ  คออักเสบ เสียงแหบ  อาจมีไข้ต่ำๆ มีอาการปวดศีรษะหรือปวดเมื่อยกล้ามเนื้อค่อนข้างน้อย
2.ไข้หวัดใหญ่ จะมีไข้สูง มีอาการรุนแรงและเฉียบพลัน  และมีอาการอ่อนเพลียและปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามแขน ขา และหลังได้มากกว่า มีอาการทางเดินอาหารและ มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่า

อาการแทรกซ้อนที่อาจพบได้จากโรคหวัด ได้แก่ หลอดลมอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ ไซนัสอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ ปอดอักเสบ สมองอักเสบ

ยารักษาหวัด จะเป็นการรักษาตามอาการ ได้แก่ ยาลดไข้ ยาลดน้ำมูกแก้คัดจมูก  ยาบรรเทาอาการไอ
นอกจากนี้ควรดื่มน้ำมากๆ พักผ่อนให้เพียงพอเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย  ในบางครั้งโรคหวัดอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย  ซึ่งจะมีอาการแสดงได้แก่ เจ็บคอ น้ำมูกข้นและมีสีเขียวเหลือง ในกรณีนี้จะเพิ่มยาปฏิชีวนะ ซึ่งถูกเรียกด้วยความเข้าใจผิดว่า  “ยาแก้อักเสบ” ร่วมด้วย 

การป้องกันไข้หวัดใหญ่  ผู้ป่วยควรใส่ผ้าปิดปากปิดจมูกเพื่อเป็นการลดการแพร่กระจายเชื้อ นอกจากนี้มีวัคซีนสำหรับฉีดป้องกันไวรัสที่สามารถฉีดได้ปีละครั้ง แต่ไม่สามารถป้องกันไวรัสได้ทุกชนิด รวมถึงมียาต้านไวรัสที่ได้รับการแนะนำให้ใช้ในผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อซึ่งควรได้รับการปรึกษาจากแพทย์

โรคหวัดในทรรศนะแพทย์แผนจีน

เชื่อว่าสาเหตุหลักคือ ลม เมื่อกระทบร่างกายที่อ่อนแอ จึงเกิดเป็นโรคหวัดขึ้น
หมอขอแบ่งง่ายๆ เพื่อความเข้าใจในการใช้อาหารเป็นยา ออกเป็น
1.หวัดลมหนาว มีอาการ กลัวหนาว ไข้ต่ำ ไม่มีเหงื่อ คัดจมูก น้ำมูกใส
   หลักการรักษา คือ ขับเหงื่อเพื่อขจัดความหนาวออกจากร่างกาย
   โดยใช้สมุนไพรรสเผ็ดอุ่น เช่น น้ำขิง อบเชย ต้นหอม ใบงาขี้ม่อน โกฐหัวบัว โกฐสอ
2.หวัดลมร้อน ไข้สูง คอแดง เจ็บคอ น้ำมูกเสมหะข้นเหลือง
   หลักการรักษา คือ ขับเหงื่อ ทำให้ร่างกายเย็นลง
   โดยใช้สมุนไพรรสเย็นหรือเผ็ดเย็น เช่น น้ำเก๊กฮวย ชาเขียวผสมน้ำตาลกรวด น้ำต้มถั่วเขียว ดอกไม้จีน    ชะเอม ใบหม่อน สะระแหน่ หัวไชเท้า

นอกจากนี้อาจใช้สมุนไพรเพื่อบำรุงลมปราณ เพื่อช่วยฟื้นฟูร่างกาย ได้แก่ เห็ดหลินจือ หวงฉี รากชะเอม ซานเอี้ยว
 
ทางการแพทย์แผนจีน มีตำรับยาสมุนไพรที่ใช้รักษาหวัดหลายตำรับ ซึ่งควรได้รับการปรึกษาจากแพทย์ก่อนใช้

โรคหวัดในคัมภีร์แพทย์แผนไทย

มีบันทึกไว้ในคัมภีร์ตักศิลา ซึ่งเป็นคัมภีร์เกี่ยวกับไข้ โดยแบ่งไข้หวัดออกเป็น ไข้หวัดน้อย และไข้หวัดใหญ่ กล่าวถึงเหตุของไข้หวัดเพราะเหตุฤดู 3 ประการ คือ ฤดูร้อน ฝน และหนาว โรคที่เกิดจากต้องร้อน น้ำค้าง ละอองฝน

การรักษาทางแพทย์แผนไทยใช้ยาลดไข้ เช่น ยาจันทลีลา ยาประสะจันทร์แดง และรักษาตามอาการ
นอกจากนี้มีการใช้สมุนไพรหลายชนิดที่ใช้ในโรคหวัด ซึ่งหมอขอแบ่งง่ายๆเพื่อความเข้าใจ คือ
1.สมุนไพรรสขม ช่วยลดไข้ และฆ่าเชื้อ ได้แก่ ฟ้าทะลายโจร พลูคาว หญ้าลูกใต้ใบ บอระเพ็ด มะระขี้นก
2.สมุนไพรรสเปรี้ยว ช่วยขับเสมหะ เช่น กระเจี๊ยบแดง มะขามป้อม มะขาม มะนาว มะแว้ง
3.สมุนไพรรสเผ็ดร้อน ช่วยขับเหงื่อ ขจัดความหนาวเย็นได้แก่ ขิง ข่า ตะไคร้ กระเทียม กะเพรา พริกไทย กระชาย โหระพา หอมแดง หอมหัวใหญ่ ดีปลี

ในความเห็นของหมอ การรักษาโรคหวัดในรายที่อาการไม่รุนแรงสามารถหายได้เองด้วยการรักษาตามอาการ แต่หลายกรณีมีอาการรุนแรงและเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ การพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาน่าจะเป็นทางที่ปลอดภัยที่สุด การใช้อาหารเป็นยาร่วมด้วยเพื่อการดูแลตนเองอย่างง่ายๆสามารถทำร่วมกันได้   แต่การใช้สมุนไพรบางชนิดที่ปกติไม่ได้รับประทานเป็นอาหารด้วยตนเองอาจมีอันตราย เพราะการใช้สมุนไพรที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ตรงโรคมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ 


ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพดีมีสุขนะคะ

ติดตามบทความได้ทางช่องทางอื่น
http://www.facebook.com/dr1chuleekorn
IG @dr1chuleekorn
line ID @nom4090p

.         

วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เป๊ะเว่อร์ ป่วยได้

หล่อ สวย รวย ฉลาด เป็นที่รัก สมปรารถนาในชีวิต เป็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบ โดยเราเชื่อว่าคุณสมบัติที่เพียบพร้อมสมบูรณ์จะทำให้เรามีความสุข และเป็นที่ยอมรับของสังคม แต่ทำไมในบางคนที่ดูเหมือนมีทุกอย่างแต่กลับไม่มีความสุข

ก่อนอื่นหมอจะพามารู้จักกับลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ ( Maslow's hierarchy of needs)  


Maslow เชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์เป็นจำนวนมาก สามารถอธิบาย โดยใช้แนวโน้มของบุคคล ในการค้นหาเป้าหมายที่จะทำให้ชีวิตของเขา ได้รับความ ต้องการ ความปรารถนา และได้รับสิ่งที่มีความหมายต่อตนเอง โดยเขาเชื่อว่ามนุษย์เป็น "สัตว์ที่มีความต้องการ" (wanting animal) และเป็นการยากที่มนุษย์จะไปถึงขั้นของความพึงพอใจอย่างสมบูรณ์ ในทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของ Maslow เมื่อบุคคลปรารถนาที่จะได้รับความพึงพอใจ และเมื่อบุคคลได้รับความพึงพอใจในสิ่งหนึ่งแล้ว ก็จะยังคง เรียกร้องความพึงพอใจสิ่งอื่นๆ ต่อไป ซึ่งถือเป็นคุณลักษณะของมนุษย์ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความต้องการจะได้รับสิ่งต่างๆ อยู่เสมอ

Maslow กล่าวว่าความปรารถนาของมนุษย์นั้น ติดตัวมาแต่กำเนิด และความปรารถนาเหล่านี้ จะเรียงลำดับขั้นของความปรารถนา ตั้งแต่ขั้นแรกไปสู่ ความปรารถนาขั้นสูงขึ้นไปเป็นลำดับดังนี้

1.ความต้องการทางกายภาพเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์  

2.ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย 

3.ความรักและมิตรภาพ

4. ความเคารพนับถือ

5.ความสมบูรณ์ของชีวิต


ความสมบูรณ์ในชีวิตในทฤษฏีของมาสโลว์ สุขภาพดีมีสุข


 ความสมบูรณ์ในชีวิตในทฤษฏีของมาสโลว์  ไม่ใช่ "ความสมบูรณ์แบบ" แต่คือคุณธรรม ไม่ยึดมั่นถือมั่น ความสามารถในการยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นและแก้ไขปัญหาได้

อาการหลงความสำเร็จ หลงใหลความสมบูรณ์แบบ เป๊ะเว่อร์ เนี๊ยบสุดๆ พบได้ใน“คนสมบูรณ์แบบ” หรือ “มนุษย์ไม้บรรทัด” (perfectionism)
คนประเภทนี้จะจริงจัง มุ่งหาความสมบูรณ์แบบ หรือตั้งมาตรฐานในเรื่องต่างๆ สูงเกินความพอดี  คนเป๊ะเว่อร์ เนี๊ยบสุดๆ จะยอมรับความจริงในความไม่สมหวังหรือความผิดพลาดในชีวิตได้ยากกว่าคนอื่น ชีวิตที่เต็มไปด้วยไม้บรรทัด ทั้งชีวิตตัวเองและคนรอบข้างส่งผลต่อความสุขที่จะมีน้อยลงเรื่อยๆ

ข้อดี คือ ทำงานได้ดี และได้มาตรฐานสูง ข้อเสียคือ อาจส่งผลให้คนคนนั้นเครียดและอาจกลายเป็น โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคที่มีความผิดปกติของการกิน ซึ่งรบกวนการใช้ชีวิต การทำงาน ตลอดจนความเป็นอยู่ รวมถึงคนที่อยู่ใกล้ชิด หากมีอาการหนัก ผิดหวัง จะนำไปสู่โรคซึมเศร้าและฆ่าตัวตายในที่สุด

สาเหตุของการเป็น“คนสมบูรณ์แบบ” หรือ “มนุษย์ไม้บรรทัด” (perfectionism)
อาจเป็นได้จาก
1.การอบรมเลี้ยงดูแบบเข้มงวด ชอบตัดสินและเปรียบเทียบจากพ่อแม่
2.มีวัยเด็กที่ลำบาก เจ็บป่วย หรือมาจากครอบครัวแตกแยก

การป้องกันลูกหลานไม่ให้เป็น "คนสมบูรณ์แบบ"

1.ไม่เปรียบเทียบลูกหลานกับตัวเองสมัยก่อน  ไม่เปรียบเทียบพี่กับน้อง หรือเปรียบเทียบกับญาติพี่น้อง
2.คุยกับลูกหลานให้เข้าใจธรรมดาของชีวิตว่า คนเราผิดพลาดกันได้ และมีแผนสองไว้เสมอ

เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าร่างกายและจิตใจของเรามีความเกี่ยวข้องกันอย่างลึกซึ้ง ทางการแพทย์มีการเรียกกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคหรือพยาธิสภาพของร่างกายที่เป็นผลโดยตรงจากความเครียดนี้ว่า “ไซโคโซมาติค” หรือ Psychosomatic Disorders

ภาวะกดดันทางจิตใจ สามารถทำให้เกิดโรคหรืออาการเจ็บป่วยทางกายได้หลากหลายรูปแบบ โดยผ่านการทำงานที่แปรปรวนของระบบประสาทอัตโนมัติและฮอร์โมน ได้แก่ ปวดศีรษะไมเกรน (Migraine: Vascular Headache)  ปวดศีรษะแบบตึงเครียด (Tension-type Headache)  โรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันต่างๆ (Immunological Diseases)เช่น โรคไทรอยด์ชนิดเกรฟ (Grave’s Disease)  และเอสแอลอี (SLE)  โรคปวดเรื้อรังแบบไฟโบรไมอัลเจีย (Fibromyalgia)  โรคข้อรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Ischemic Heart Disease)  โรคความดันโลหิตสูงไม่ทราบสาเหตุ (Essential Hypertension)  โรคแผลในกระเพาะอาหารและอาการท้องอืด (Peptic Ulcer) โรคลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome) โรคหอบหืด (Asthma) โรคภูมิแพ้(Allergy)

โรคกลุ่มนี้ใช้เพียงยารักษาไม่ได้ ต้องรักษาแบบผสมผสานโดยปรับเปลี่ยน/รักษาด้านจิตใจ สังคมและการเปลี่ยนแปลงวิถีการใช้ชีวิตของผู้ป่วย(Lifestyle Medicine)ควบคู่ไปด้วย โดยปรับแนวความคิดให้ตระหนักได้ว่าคนเราผิดพลาดกันได้ ไม่ต้องดีพร้อมทุกเรื่อง แค่ทำดีที่สุด บางเรื่องเราก็ไม่สามารถควบคุมได้ดังใจต้องการ

การรักษาแบบผสมผสานอาจอาศัยผู้ที่สามารถสร้างศรัทธาให้คนไข้ แพทย์ นักจิตวิทยา โดยผ่านได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจรักษาแผนปัจจุบันหรือแพทย์ทางเลือกเพื่อการปรับสมดุลทางอารมณ์ให้ผ่อนคลายเพี่อผลการรักษาที่ดีขึ้น

ในบางครั้งเราอาจไม่ใช่"มนุษย์ไม้บรรทัด" แต่การที่ใจเราไปยึดติดกับบางสิ่งหรือเรื่องบางเรื่องก็ทำให้เกิดความเครียดตามมา ซึ่งส่งผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติและฮอร์โมน และก่อให้เกิดอาการทางกายตามมาได้เช่นเดียวกัน  การเจริญสติทางพุทธศาสนาในแนวทางต่างๆ ได้แก่การดูลมหายใจ การเจริญสติแบบเคลื่อนไหวในแนวทางของหลวงพ่อเทียน การบริกรรมพุทโธ การสวดมนต์ การออกกำลังกาย โยคะ ชี่กง คือ วิธีออกจากวงจรความคิดที่มาจากความเครียด และทำให้เราเห็นและยอมรับความจริง นำไปสู่การแก้ปัญหา ดังที่พระพุทธเจ้าสอนเรื่องอริยสัจ4 อันเป็นแนวปฎิบัติสู่ความพ้นทุกข์
ติดตามบทความได้ทางช่องทางอื่น
http://www.facebook.com/dr1chuleekorn
IG @dr1chuleekorn
line ID @nom4090p

Reference